ประมุขที่อ่อนน้อม ย่อมดับไฟใต้ได้
การปกครองในยุคที่ประเสริฐยิ่ง ...คือ ราษฎรไม่รู้ว่ามีการปกครองอยู่
รองลงมา... ราษฎรยกย่องชมชื่นต่อการปกครอง
รองลงมา... ราษฎรกลัวเกรงการปกครอง
รองลงมา... ราษฎรดูหมิ่น เยาะเย้ยการปกครอง
ปรัชญาเหลาจื๊อ
สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัญหาภาคใต้ของสยามประเทศนั้น ดูเหมือนจะมีมายาวนานและดำรงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย จนกระทั่งเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหาก็คงดำรงอยู่ เป็นเสมือนภูเขาไฟที่จะปะทุขึ้นมาในโอกาสอันเหมาะสม
สถานการณ์ของปัญหาในภาคใต้มีความละเอียดอ่อนอยู่มากอันเป็นผลมาจากความแตกต่างทางด้านสังคมวัฒนธรรม และผลผลิตทางประวัติศาสตร์ระหว่างสังคมสยามกับสังคมของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถูกผนวกเข้ากับการปฏิบัติและการกระทำของข้าราชการ อันนำมาซึ่งความหวาดระแวงในหมู่ประชาชนแล้ว การแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่สาเหตุปัจจัยหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชนวนหนึ่งของสาเหตุปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในยุคการเมืองของทักษิณ ผู้นำประเทศที่นำเสนอแนวทางการเมืองในรูปแบบประชานิยม ที่มุ่งใช้ชาวนาชาวไร่เป็น ฐานนโยบาย ไม่ใช่เป็นแค่ฐานเสียงอย่างการเมืองในอดีตที่ผ่านมา นั่นก็คือ การเปรียบประดุจการกระทำของท่าน เสมือนคบไฟที่ผู้ถือขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้ยื่นมือเข้าไปใกล้กองเชื้อเพลิง ที่พร้อมจะลุกติดไฟได้ตลอดเวลา
ความตั้งใจดีในการเข้ามาเป็นผู้ปกครองนครของคุณทักษิณ
เมื่อย้อนกลับไปมองสมัยที่คุณทักษิณได้รับเลือกจากประชาชนส่วนใหญ่เข้ามาบริหารประเทศนั้น ดูเหมือนว่าคุณทักษิณมีความตั้งใจดีอย่างสูงส่งยิ่งที่จะช่วยเหลือประชาชนแก้ไขกับปัญหาความยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร และประชาชนผู้มีรายได้ต่ำ มีหนี้สินล้นพ้นตัวจนไม่สามารถลืมตาอ้าปากในยุคเศรษฐกิจทุนนิยมของประเทศไทยได้ด้วยตัวของตัวเอง การออกนโยบายประชานิยมต่างๆหลายโครงการ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน หรือแม้แต่โครงการบ้านเอื้ออาทร จึงเป็นที่ถูกใจของฐานเสียงส่วนใหญ่เหล่านั้น คุณทักษิณจึงเป็นเสมือนพระอรหันต์ผู้มาโปรด เป็นผู้มาหยิบยื่นให้ เป็นผู้มาคิดใหม่ทำใหม่ มาปฏิรูประบบราชการใหม่ เพื่อบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชนคนไทยว่าการคอรัปชั่นในระบบราชการรูปแบบเก่าจะต้องหมดสิ้นไป แต่ทว่าใครจะรู้ได้ว่าการคอรัปชั่นรูปแบบที่สอง แบบ Double Standard ได้กำเนิดขึ้นแล้ว
หากมองย้อนกลับไปอีกหน่อย การเมืองยุคก่อนหน้าคุณทักษิณ เป็นยุคที่ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง เพราะประชาชนมีสิทธิเพียงการกากบาทเลือกผู้แทนที่ เลวน้อยที่สุดเท่านั้น คุณชวน จึงได้รับเลือกจากประชาชนให้มาเป็นผู้ปกครองรัฐไทยอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่เป็น ตัวแทนของ ความซื่อสัตย์ ที่ประชาชนโหยหา แต่กาลผ่านไปไม่นาน เมื่อประชาชนไม่สามารถมองเห็นการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมเชิงวัตถุและขาดการตลาด ความเบื่อหน่ายระลอกใหม่ของประชาชนจึงเกิดขึ้น ที่มาพร้อมกับความพอใจระลอกใหม่ของการดำเนินการตลาดทางการเมืองที่น่าตื่นเต้นกว่าของคุณทักษิณ
หากจะกล่าวแล้ว การก้าวเข้ามาเล่นการเมืองของคุณทักษิณนั้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองที่จะบรรลุเป้าหมายปัจเจกชีวิตของท่านบทใหม่ หลังจากที่ท่านสามารถตอบสนองความต้องการของตนตามทฤษฎีของ A.H.Maslow ในขั้นต่ำกว่าได้แล้ว มิเช่นนั้นท่านก็จะเกิดความเหนื่อยหน่ายในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ เพราะชีวิตของมนุษย์จะสามารถอยู่อย่างกระชุ่มกระชวยได้จะต้องมีปัญหามาให้ได้ขบคิดแก้ไขอย่างสมดุลนั่นเอง
3.ผู้นำที่ขาดความเชื่อมโยงทางจิตใจกับการเมือง
จากบริบทที่กล่าวมาถึงแม้ว่าพอจะมองเห็นพื้นฐานการเป็นผู้นำของคุณทักษิณได้บ้างแล้วว่า ท่านมาด้วยความตั้งใจช่วยเหลือ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผลที่เกิดจากกระบวนการทำงานของท่านต่อประเทศชาติจะออกมาดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วหากจะกล่าวโทษผลงานของคุณทักษิณ ผู้เขียนจึงขอกล่าวโทษที่การกระทำของท่าน ไม่ใช่ที่ตัวท่าน
กรณีของปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกที หากกล่าวสรุปถึงสาเหตุของปัญหาที่นักวิชาการหลายท่านได้วิเคราะห์กันมา ดังเช่น นพ.ประเวศ วะสี รวมทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล สามารถสรุปสาเหตุของปัญหาได้เป็นสาเหตุหลักและสาเหตุประกอบคือ
สาเหตุหลัก มาจากความขัดแย้งระหว่างระบบราชการแบบรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น และความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยราชการ ที่ต้องแก้ไขกันตามเหตุ-ปัจจัย ตามหลักอริยสัจสี่
สาเหตุประกอบ ที่อาจมีหรือไม่มี เช่น โจรกระจอก ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ความเชื่อมโยงกับระบวนการก่อการร้ายนอกประเทศ หรือแม้แต่การสร้างสถานการณ์ของประเทศมหาอำนาจที่ไม่ต้องการเห็นความสงบในประเทศนี้
ดังนั้นการกล่าวหาสาเหตุของแผ่นดินเดือดที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นมาอย่างมีความเชื่อมโยง และสัมพันธ์กันในทุกๆด้าน หรือแม้แต่จะกล่าวได้ว่า เป็นสาเหตุจริงที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุปลอมที่เกิดจากความอ่อนแอของสังคมไทยก็ไม่ผิด
แต่ที่ผ่านมานั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลคุณทักษิณยังคงที่จะใช้แนวทางแบบอำนาจนิยมในการแก้ไขปัญหาอยู่ และขาดวัฒนธรรมแห่งสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือกล่าวได้ว่า คุณทักษิณผู้นำการปกครองยังไม่บรรลุถึงการเชื่อมโยงทางจิตใจของตัวท่านกับสภาพทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ที่เกิดขึ้นกับประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ที่กล่าวมาเช่นนี้เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คุณทักษิณมองปัญหาภาคใต้ว่าเป็นปัญหายุทธวิธี มากกว่าที่ท่านจะมองว่าเป็นปัญหายุทธศาสตร์ ผู้เขียนได้อธิบายให้เห็นความแตกต่างของ 2 ทรรศนะดังนี้
1.ปัญหายุทธวิธี
ทรรศนะการมองปัญหาแบบยุทธวิธีนั้น คือคุณทักษิณจะมองว่าเป็นเรื่องของอาชญากรรมแบบธรรมดา แม้กลุ่มผู้กระทำจะมีความสัมพันธ์กับองค์กรหรือกลุ่มศาสนาระดับท้องถิ่น แต่ก็ไม่ได้ถูกมองว่ามีอุดมการณ์อะไร ไม่ใช่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์สังคม ความคิด และศาสนา เป็นเรื่องของโจรกระจอก การแก้ปัญหาจึงเป็นเพียงหน้าที่ของการส่งตำรวจ เข้าไปค้น จับกุม หรือแม้แต่วิสามัญวิธี
การมองปัญหาแบบนี้ เป็นการมองแบบแยกปัญหาที่เกิดขึ้นออกจากสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ได้สนใจความเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ทั้งในระดับภูมิภาค ระดับชาติและระดับโลก
2. ปัญหายุทธศาสตร์
ในทรรศนะนี้ จะมองว่าปัญหามีความสัมพันธ์ทั้งกับไทยทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นพลวัตรของสถานการณ์โลกและภูมิภาค จำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น จะคิดแต่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยใช้ความรุนแรงไม่ได้ จำเป็นต้องคิดถึงนโยบายระยะยาว ที่จะนำพาภาคใต้ไปสู่ภาวะสันติภาพทั้งต่อชนชาวมุสลิมและชนอื่นๆ ในภาคใต้ เป็นการแก้ปัญหาแบบองค์รวม ที่คุณทักษิณจะต้องเชื่อมโยงจิตใจของท่านให้เข้าใจปัญหาเพื่อเกิดสันติภาพให้ได้
4.แนวทางการแก้ไขปัญหา
การกล่าวว่าผู้นำแห่งระบอบทักษิณขาดความคิดเชื่อมโยงทางจิตใจกับการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองนั้น ที่ผ่านมาสามารถแสดงนัยออกมาให้เห็นผ่านการกระทำทางกาย และทางวาจาของท่านอยู่เนืองๆ ที่เห็นได้ชัดคือการกล่าววาจาในลักษณะที่ ขาดความอ่อนน้อม เป็นการแสดงออกทางวาจาที่ไม่มุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นสันติ ดังเช่น คำพูดที่ท่านดูหมิ่นปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนธรรมดาทุกคนก็รู้อยู่ว่าสั่งสมเกิดขึ้นมายาวนาน เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่ครั้งหนึ่งพื้นที่นี้ก็เคยเป็นสมรภูมิสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่คุณทักษิณกลับพูดโพล่งออกมาว่า เป็นปัญหาธรรมดา เป็นเรื่องราวของโจรกระจอก แต่กลับกลายเป็นว่าแม้แต่โจรกระจอกคุณทักษิณก็ยังไม่สามารถจับตัวได้ คุณทักษิณจึงเปรียบเสมือนเป็นชนวนหนึ่งที่จุดให้ไฟใต้ได้ลามใหญ่ขึ้นเพราะความตั้งใจดีที่ขาดความเชื่อมโยงทางจิตใจกับการแก้ไขปัญหา โดยอธิบายได้ว่าท่าน ขาดคุณธรรมความอ่อนน้อม นั่นเอง
ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟใต้ที่คุณทักษิณจะต้องมองในทรรศนะว่าเป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์ ที่การแก้ปัญหาจะต้องใช้การบูรณาการเชื่อมโยงในทุกด้านนั้น คุณธรรมความอ่อนน้อม เป็นการบูรณาการแนวทางหนึ่งที่ผู้เขียนต้องการให้คุณทักษิณได้ควรรับไปใช้ เพื่อเปิดประตูหัวใจของท่านให้ยอมรับ ที่จะสามารถเชื่อมภายในจิตของตนไปสู่ภายนอกได้ ดังมีโอวาทของปราชญ์จีนท่านหนึ่ง ชื่อว่าท่านเหลี่ยวฝาน ปราชญ์สมัยราชวงศ์หมิงที่กล่าวไว้ถึงโอวาทสี่ข้อซึ่งข้อหนึ่ง สอง และสามนั้น สอนเรื่องการสร้างอนาคต วิธีแก้ไขความผิดพลาด และวิธีสร้างความดี ซึ่งทั้งสามข้อล้วนแต่เป็นการสอนให้ทำความดี แต่โอวาทข้อสุดท้ายท่านเหลี่ยวฝานคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านสอนให้รู้จักวางตนในการคบหาสมาคมกับบุคคลทั่วไป โดยให้ยึดคุณธรรมข้อนี้ไว้คือการถ่อมตน ไม่อวดดีว่าตนเองวิเศษกว่าผู้อื่นจะได้ไม่มีเรื่องกับใคร ไม่กล้าทำความชั่ว สำนึกอยู่เสมอว่า ตนเองยังทำความดีไม่พอ แล้วจะมีความก้าวหน้าในการฝึกตน และไม่เพียงแต่จะหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา แต่ยังต้องรู้จักฝึกตนให้เข้ากับคนในสังคมได้ จะได้ไม่มีศัตรูทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีอุปสรรคในการสั่งสมความดีงาม
หรือแม้แต่ในคัมภีร์เอ้กเก็งได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดยกตนข่มท่าน อวดวิเศษกว่าผู้อื่น ย่อมต้องประสบความเสียหาย ผู้ใดอ่อนน้อมถ่อมตนไม่จองหองลำพองตน ย่อมต้องประสบความสุขความเจริญ แม้แต่แผ่นดินก็หนีไม่พ้น ดูแต่ขุนเขาที่สูงตระหง่านยืนทะมึนเย้ยฟ้าท้าดิน ก็ยังต้องพังทลายอยู่เนืองๆส่วนแอ่งน้ำที่ต่ำต้อยนั้น กลับมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา
การแก้ปัญหาภาคใต้ให้ได้ผลดี ลดความปะทะหรือรู้สึกตอบโต้ของประชาชนได้นั้นต้องเริ่มจากตัวผู้นำ จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นผู้ที่มีปัญญารู้แจ้ง ว่าแท้จริงแล้วความสันติที่จะเกิดขึ้นได้นั้นจะบังเกิดขึ้นมาได้จากการที่ผู้นำนั้นจะต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักที่จะปล่อยวางไม่ยึดติดกับความเป็นอนัตตา เช่นนั้นเอง
ทะเลสามารถเป็นแหล่งรวมของแม่น้ำทั้งหลายได้... ก็เพราะตั้งอยู่ในที่ต่ำ
ฉะนั้น...จึงเป็นแหล่งรวมของแม่น้ำทั้งหลาย
ดังนั้น... เมื่ออริยะบุคคลจะอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าราษฎร
จะต้องทำใจ ทำกาย ให้อ่อนน้อมก่อน ...
เมื่อคิดจะอยู่เบื้องหน้าราษฎร จะต้องอยู่เบื้องหลังราษฎรก่อน
ปรัชญาเหลาจื๊อ
OAKBABOO
22 พ.ย. 48